นายเจมส์ อู๋ ประธานบริหารหัวเว่ย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ที่ 3 จากขวา)
ในงาน 
AEC Business Forum 2019 ในหัวข้อ “2020 The Age of ASEAN Connectivity”

 [กรุงเทพ ประเทศไทย, 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562] นายเจมส์ อู๋ ประธานบริหารหัวเว่ย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ขึ้นกล่าวในงาน AEC Business Forum 2019 จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมาโดยได้เรียกร้องให้แต่ละประเทศและภาคอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน ร่วมจับมือกันเพื่อเร่งผลักดันเทรนด์ดิจิทัลไลเซชั่น และคว้าโอกาสทางธุรกิจจาก 5G, Cloud และ AI

“ปี 2020 ของอาเซียนจะเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมไอซีที และยังเป็นปีที่สำคัญของการเริ่มต้นการใช้งาน 5G เชิงพาณิชย์ในวงกว้าง ถือเป็นการเริ่มต้นของยุคอัจฉริยะ ซึ่งได้รับการผลักดันโดยกลุ่มคนหนุ่มสาวในภูมิภาคอาเซียนที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๆ” นายเจมส์ อู๋ กล่าวในระหว่างการสัมมนา ‘ASEAN CEO’s Vision 2020 & Beyond’ ภายในงาน Bangkok Bank AEC Business Forum 2019

“หากคุณดูดัชนีการพัฒนาไอซีทีในภูมิภาคอาเซียน คุณจะเห็นว่าการพัฒนาดังกล่าวมีความไม่เท่าเทียมกันค่อนข้างสูง ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนยังอยู่แค่ในขั้นสตาร์ทอัพเท่านั้น การจะทำให้วิสัยทัศน์ต่าง ๆ ในด้านดิจิทัลเป็นจริงขึ้นมาได้จำเป็นต้องพึ่งพาความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคสังคมในภาพรวม” นายเจมส์ อู๋ กล่าว

สำหรับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เทคโนโลยีไอซีทีในอนาคตจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การเป็นระบบหลังบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบที่ช่วยเพิ่มด้านผลผลิต หรือแม้แต่ระบบที่มีส่วนช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจต่าง ๆ เนื่องจากไอซีทีจะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่องค์กรจำเป็นต้องใช้เพื่อยกระดับทั้งในแง่คุณภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งในท้ายที่สุดจะสามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการเงินและการวางกลยุทธ์ด้านแบรนด์ เพื่อเพิ่มความถูกที่ถูกเวลาและความแม่นยำในการตัดสินใจทางธุรกิจได้เช่นกัน

ภายในปี ค.ศ. 2025 โซลูชั่นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์กรทั้งหมดจะย้ายขึ้นไปอยู่บนเทคโนโลยีคลาวด์ และแอปพลิเคชันขององค์กรมากกว่า 85% จะได้รับการเปิดให้ใช้งานบนคลาวด์

“5G+Cloud+AI ถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการผลักดันเทคโนโลยีเพื่อรองรับเทรนด์ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นและยังเป็นเสมือนตัวขับเคลื่อนที่จะทำให้เทรนด์นี้เติบโตต่อไปอย่างก้าวกระโดด เราไม่สามารถคาดการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับธุรกิจล่วงหน้าได้ครบถ้วน ดังนั้น เราจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นและสามารถตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ทันท่วงที เพื่อรองรับความต้องการและขนาดของธุรกิจในอนาคตในยุคอัจฉริยะ” นายเจมส์ อู๋ กล่าว

นายเจมส์ อู๋ ยังตอกย้ำว่าด้วยเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง 5G, Cloud และ AI หัวเว่ยยังคงมุ่งมั่นเบิกทางให้กับดิจิทัลอาเซียนต่อไป ด้วยการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ดิจิทัลในระดับประเทศ การช่วยรองรับเทรนด์ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม การบ่มเพาะบุคลากรด้านดิจิทัล และการสรรค์สร้างระบบนิเวศน์ที่สามารถเติบโตต่อยอดต่อไปให้กับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ

ในปี 2018 หัวเว่ยได้ประกาศเปิดตัวแผน Developer Enablement Plan ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงกว่า 81 ล้านดอลลาร์สหรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อบ่มเพาะบุคลากรด้านดิจิทัล นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้สร้างศูนย์ OpenLabs เพื่อช่วยผลักดันบริษัทสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ และทางหัวเว่ยยังได้วางแผนจัดตั้ง Huawei Academy ขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เพื่อฝึกฝนบุคลากรที่มีความสามารถในด้านดิจิทัลและช่วยเร่งเครื่องเทรนด์ดิจิทัลไลเซชั่นในอาเซียนให้เกิดอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

“ภาคเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกต่างรีบรุดหน้าเปิดรับเทคโนโลยี 5G, Cloud และ AI เพื่อให้ตนมีแต้มต่อในการแข่งขันมากที่สุด การลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ยังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ เราจึงจำเป็นต้องเปิดรับยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนให้วิสัยทัศน์กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้” นายเจมส์ อู๋ กล่าวปิดท้าย

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ย (Huawei) เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และอุปกรณ์อัจฉริยะ ด้วยโซลูชั่นแบบครบวงจรในโดเมนหลัก 4 แห่ง ได้แก่ เครือข่ายโทรคมนาคม ไอที สมาร์ทดีไวซ์และบริการคลาวด์ เรามุ่งมั่นที่จะนำระบบดิจิทัลไปสู่ทุกคน ทุกบ้านและทุกองค์กรเพื่อเชื่อมต่อกับโลกแห่งความล้ำสมัยด้านสติปัญญา

ผลิตภัณฑ์ โซลูชั่น และบริการที่ครบวงจรของหัวเว่ยมีศักยภาพด้านการแข่งขัน และปลอดภัย จากการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในระบบเครือข่าย หัวเว่ยสามารถสร้างสรรค์คุณค่าในระยะยาวให้กับลูกค้า เสริมประสิทธิภาพให้กับผู้คน ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่บ้านมีความสะดวกสบาย และสร้างแรงบันดาลให้เกิดนวัตกรรมในองค์กรทุกรูปแบบ

หัวเว่ยยังให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยเราได้ทุ่มงบประมาณให้กับการวิจัยและพัฒนา เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า ปัจจุบัน หัวเว่ยมีจำนวนพนักงานมากกว่า 180,000 คน ดำเนินธุรกิจใน 170 ประเทศทั่วโลก ซึ่งบริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1987 และเป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด

Facebook Comments