สิ้นสุดการรอคอยสำหรับแฟน ๆ ซีรีส์ Note ที่เฝ้าตั้งตาคอยการมาของ Note Series เจเนอเรชั่นล่าสุดซึ่งต้องบอกเลยว่า Note10 /10+ มีพัฒนาการที่ยกระดับความเป็นแฟลกชิปขึ้นไปอีกขั้น ทั้งในแง่ของ performance รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ ๆ และ S Pen ที่อัพเกรดความสามารถเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยในวันงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย ทางเว็บ IbelieveIT ได้มีโอกาศ Hands On ลองจับลองสัมผัส และทำพรีวิวมาให้อ่านกันสั้น ๆ ก่อนไปจัดเต็มกันใน Full Review เร็ว ๆ นี้ 

คุณสมบัติจำเพาะของ กาแลคซี่ โน้ต 10 และ กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส

กาแลคซี่ โน้ต 10 กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส
หน้าจอ 6.3-inch FHD+

Dynamic AMOLED Infinity-O Display,

2280×1080 (401ppi)

HDR10+ Certified

6.8-inch Quad HD+

Dynamic AMOLED Infinity-O Display

3040×1440 (498ppi)

HDR10+ certified

*ขนาดของหน้าจอวัดตามแนวทแยงมุมฉากโดยไม่รวมถึงมุมโค้งของขอบโทรศัพท์และรูกล้อง ทำให้มุมมองจอภาพจริงอาจมีพื้นที่เล็กกว่า

*หน้าจอของกาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส มีความละเอียดเริ่มต้นที่ Full HD+ โดยสามารถเปลี่ยนเป็น Quad HD+ ได้ในโหมด Settings

กล้อง กล้องหลัง: 3 กล้อง

– Ultra Wide: 16MP F2.2 (123°)

– Wide-angle: 12MP 2PD AF F1.5/F2.4 OIS (77°)

– Telephoto: 12MP F2.1 OIS (45°)

 

 

กล้องหน้า: 10MP 2PD AF F2.2 (80°)

กล้องหลัง: 4 กล้อง

– Ultra Wide: 16MP F2.2 (123°)

– Wide-angle: 12MP 2PD AF F1.5/F2.4 OIS (77°)

– Telephoto: 12MP F2.1 OIS (45°)

– DepthVision Camera: VGA

 

กล้องหน้า: 10MP 2PD AF F2.2 (80°)

ตัวเครื่อง 71.8 x 151.0 x 7.9mm, 168g

(BLE S Pen: 5.8 × 4.35 × 105.08mm,  3.04g)

77.2 x 162.3 x 7.9mm, 196g

(BLE S Pen: 5.8 × 4.35 × 105.08 3.04g)

AP – 7nm 64-bit Octa-core processor (Max. 2.7 GHz + 2.4 GHz + 1.9 GHz)
หน่วยความจำ – หน่วยความจำภายใน 8GB RAM / 256GB

 

– หน่วยความจำภายใน 12GB RAM / 256GB

– หน่วยความจำภายใน 12GB RAM / 512GB

*อาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศและผู้ให้บริการ

*หน่วยความจำผู้ใช้ (User Memory) มีพื้นที่น้อยกว่าหน่วยความจำทั้งหมด เนื่องจากถูกใช้บรรจุระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์สำหรับการทำงานของตัวเครื่อง ขนาดของหน่วยความจำผู้ใช้อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการใช้งานและอาจมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากอัพเดทซอฟต์แวร์

SIM Card LTE Dual SIM: 1 Nano SIM และ 1 Nano SIM

Dual SIM (Hybrid): 1 Nano SIM และ 1 Nano SIM หรือ 1 MicroSD (สูงสุดที่ 1TB)

*อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศและผู้ให้บริการเครือข่าย

*SIM card และ MicroSD card มีวางจำหน่ายแยกโดยเฉพาะ

*ถาดใส่ Hybrid SIM มีวางจำหน่ายเฉพาะกาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส เท่านั้น

แบตเตอรี่[1] 3,500mAh 4,300mAh
*ค่ามาตรฐานถูกทดสอบโดยห้องปฏิบัติการจากหน่วยงานภายนอกบริษัทฯ โดยค่ามาตรฐานนี้คือค่าเฉลี่ยโดยประมาณจากความคลาดเคลื่อนของความจุแบตเตอรี่ บนตัวอย่างแบตเตอรี่ที่ได้รับการทดสอบโดยมาตรฐาน IEC 61960 สำหรับกาแลคซี่ โน้ต 10 ได้รับการประเมินขั้นพื้นฐานอยู่ที่ 3,400mAh และกาลคซี่ โน้ต 10 พลัส อยู่ที่ 4,170mAh อายุการใช้แบตเตอรี่จริงอาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของระบบเครือข่าย ลักษณะการใช้งาน และปัจจัยอื่นๆ

โหมดชาร์จเร็ว (Super Fast Charge) รองรับบนสายชาร์จ QC2.0, AFC และ PD3.0

ความเร็วของการชาร์จแบบไร้สาย (Wireless charging) อยู่ที่ Fast Wireless Charging 2.0 สามารถใช้ร่วมกันกับ WPC และ PMA ได้

Wireless PowerShare รองรับการใช้งานร่วมกับโทรศัพท์มือถือซัมซุง หรือแบรนด์อื่นที่รองรับ WPC Qi Wireless charging

ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie)
สัญญาณ Enhanced 4×4 MIMO, Up to 7CA, LAA, LTE Cat.20

– Up to 2.0Gbps Download / Up to 150Mbps Upload

*ความเร็วในการใช้งานจริงอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ผู้ให้บริการเครือข่าย และสภาพแวดล้อมของผู้ใช้งาน

การเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax (2.4/5GHz), VHT80 MU-MIMO, 1024QAM

– Up to 1.2Gbps Download / Up to 1.2Gbps Upload

*อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และผู้ให้บริการเครือข่าย

Bluetooth® v 5.0, ANT+, USB Type-C, NFC, Location (GPS, Galileo*, Glonass, BeiDou*)

*การใช้งาน Galileo และ BeiDou มีความจำกัด โดย BeiDou อาจไม่รองรับในบางประเทศ

การชำระเงิน NFC, MST

*อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และผู้ให้บริการเครือข่าย

เซ็นเซอร์ Accelerometer, Barometer, Ultrasonic Fingerprint Sensor, Gyro Sensor, Geomagnetic Sensor, Hall Sensor, Proximity Sensor, RGB light sensor

(BLE S Pen: 6-axis Sensor including Gyro Sensor and Acceleration Sensor)

ระบบยืนยันตัวตน รูปแบบการปลดล็อค: Pattern, PIN, Password
รูปแบบการปลดล็อคแบบ Biometric: เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือ, ระบบจดจำใบหน้า
ระบบเสียง ลำโพง Stereo และหูฟัง: โดย AKG

(หูฟังที่มากับตัวเครื่อง: Type-C plug, hybrid canal type, 2way dynamic unit)

ระบบเสียง Surround Dolby Atmos technology (Dolby Digital, Dolby Digital Plus included)

 

Audio Playback Format:

MP3, M4A, 3GA, AAC, OGG, OGA, WAV, WMA, AMR, AWB, FLAC, MID, MIDI, XMF, MXMF, IMY, RTTTL, RTX, OTA, DSF, DFF, APE

วิดีโอ MP4, M4V, 3GP, 3G2, WMV, ASF, AVI, FLV, MKV, WEBM

 

Unboxing

กล่องบรรจุภัณฑ์มาในโทนสีดำเรียบขรึม ด้านหน้าโชว์จุดขายของซีรีส์ Note ก็คือตัวปากกานั่นเอง ส่วนด้านหลังมีการพิมพ์บอกสเปคเบื้องต้นและไฮไลท์ฟีเจอร์เด่นของตัว Galaxy Note 10+

อุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มาประกอบไปด้วย

  1. คู่มือการใช้งานฉบับย่อ+ใบรับประกันสินค้า
  2. อุปกรณ์เปิดถาดซิมการ์ด
  3. เคสซิลิโคนแบบใส

4. หูฟังสมอลทอล์ค แบบอินเอียร์ ตัวพอร์ตเป็นชนิด Type-C มาพร้อมกับสายถักดูหราหราพรีเมี่ยม และให้จุกยางสำรองมาอีก 2 ขนาด สำหรับความพิเศษคือตัวหูฟังเป็นแบรนด์ AKG ที่นักฟังเพลงให้การยอมรับในด้านคุณภาพเสียงมาอย่างช้านาน เรียกว่าเหนือกว่าหูฟังแถมของสมาร์ทโฟนเรือธงที่มีอยู่ในท้องตลาดอย่างแน่นอน

5. อุปกรณ์เปลี่ยนใส้ปากกา พร้อมใส้ปากกา 2 อันโดยมีทั้งทั้งสีขาวและดำมาให้เลือกใช้งาน

6 สายชาร์ชนิด Type-C + อแดปเตอร์ชาร์จ OUTPUT (PDO) 5.0 V. – 3.0 A. / 9.0 V. – 2.77 A.  (PPS) 3.3-5.9 V. – 3.0 V. / 3.3-11.0 V. – 2.25 A. รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว Super Fast charging รองรับการชาร์จเร็วสูงสุดถึง 45W ด้วยที่ชาร์จแบบมีสาย

 

รูปลักษณ์ดีไซน์ การออกแบบ 

ลืมภาพจำที่เคยติดตาของ Galaxy Note 9 ไปได้เลย เพราะใน Note 10+ ได้มีการออกแบบดีไซน์แบบยกเครื่องใหม่หมด ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่าซีรีส์ Note มักจะมีไซเคิลการเปลี่ยนดีไซน์ในทุก ๆ 2 ปี นั่นเอง โดยในรอบนี้ ดีไซน์ของ Galaxy Note 10 / 10+ จะให้ฟิลลิ่งที่มีเหลี่ยมมุมของขอบด้านบน/ล่างดูชัดเจนขึ้น แต่ก็ยังผสานความโค้งมนจากหน้าจอไร้ขอบ (Infinity-O) อันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังมาพร้อมกับสีใหม่ Aura Glow ที่ยกระดับการออกแบบให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการใช้แสงสะท้อนที่ตกกระทบบนตัวเครื่องจนเกิดประกายสีใหม่ที่ชวนให้ดูพราวแพรวตา และมีความโดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร

ในด้านวัสดุยังคงพรีเมี่ยมด้วยกระจกผสานโครงสร้างเฟรมอลูมิเมียม ที่ให้ทั้งความแข็งแกร่งพร้อมแฝงความหรูหราไว้ภายใน และสิ่งที่น่าประทับใจคือขนาดและน้ำหนักนั้นไม่ได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เรียกกว่าใกล้เคียงกับซีรีส์ S 10 ซึ่งเป็นครั้งแรกของซีรีส์ Note ที่มาพร้อมความบาง 7.9mm และหนักเพียง 196g เท่านั้น ทำให้เรื่องการจับถือพกพา ไม่ต้องปรับตัวจากที่เคยใช้ Note 9 มาก่อนแต่อย่างใด

 

หน้าจอแสดงผล  Dynamic AMOLED ขนาดใหญ่เต็มตาในขนาด 6.8 นิ้ว บนความละเอียด 3040×1440 พิเซล (Quad HD+) รองรับ HDR10+ ที่ให้ความคมชัด สีสันสดใสมีความสมจริงยิ่งกว่าเคย พร้อมฟีเจอร์เด่น Dynamic Tone Mapping ที่ช่วยปรับโทนภาพให้โดยอัตโนมัติ จึงช่วยให้การรับชมภาพหรือวีดีโอมีความสมจริง และเต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีหน้าจอถนอมสายตา ช่วยลดแสงสีฟ้าโดยไม่ลดคุณภาพของสีภาพ

นอกจากนี้ยังมาพร้อมนวัตกรรมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบอัลตราโซนิค ที่โดดเด่นด้วยการอ่านค่ารอยนิ้วมือของผู้ใช้แบบสามมิติ ซึ่งช่วยในด้านความปลอดภัยจากการปลอมแปลง

ในส่วนของกล้องหน้า เจาะฝังไว้ในหน้าจอแสดงผล โดยวางเลย์เอาท์ไว้กึ่งกลาง โดยมีขนาดที่เล็กลงเมื่อเทียบกับซีรีส์ S 10 สำหรับคนที่เคยใช้งานสมาร์ทโฟนมี Notch หรือรอยบาก รวมถึงกล้องแบบเจาะฝังไว้ในหน้าจอ ก็คงไม่รู้สึกอึดอัด ส่วนผู้ใช้งานหน้าใหม่คงต้องปรับตัวกันบ้างในช่วงแรก ๆ แต่เมื่อคุ้นเคยแล้ว จะสัมผัสได้เลยถึงหน้าจอแสดงผลที่มีอัตราส่วนต่อบอดี้สูง ๆ นั้นช่วยให้ใช้งานได้เต็มอรรถประโยชน์ ไม่ว่าจะรับชมคอนเทนต์ เล่นเกม และแน่นอนรวมถึงการขีด ๆ เขียน ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Note ด้วยนั่นเอง

 

รับชมรอบ ๆ ตัวเครื่องกันต่อ

ด้านบนดีไซน์ใหม่ตัดขอบเรียบ มีการวางเลย์เอาท์ของถาดซิมการ์ดไว้ด้านข้าง โดยรองรับการใช้งานแบบ Hybrid SIM  ที่สามารถเลือกได้ว่าจะใช้งานในรูปแบบ 2 ซิม หรือ 1 ซิม + หน่วยความจำภายนอก ซึ่งรองรับได้สูงสุดถึง 1TB เลยทีเดียว ส่วนถัดจากถาดซิมคือช่องลำโพงและไมค์ตัดเสียงรบกวน

ด้านล่างประกอบไปด้วย ไมค์สนทนา พอร์ตชาร์จและถ่ายโอนข้อมูลชนิด Type-C  ถัดไปจะเป็นลำโพงหลักของตัวเครื่องที่จัดเต็มด้วยการเลือกใช้ลำโพง AKG แบบสเตอริโอที่ให้พลังเสียงกระหึ่มสมจริง ถัดจากลำโพงจะเป็นช่องเก็บปากกา S Pen

สำหรับช่องเสียงหูฟัง 3.5 ถูกตัดออกไป แต่ก็คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสามารถใช้งานหูฟังแบบพอร์ต Type-C ทดแทนได้ อีกทั้งยุคนี้เทรนด์หูฟังแบบ True Wireless ยังมาแรงอีกด้วย ซึ่งการใช้จริงมีความสะดวกคล่องตัวกว่ามีสายอย่างแน่นอน

ฝั่งขวาจะเรียบ ๆ ไม่มีปุ่ม Bixby ที่หลาย ๆ  คนบอกใช้ผิดใช้ถูกจนต้องปิดการใช้งานไว้ ส่วนผู้ใช้งานที่ยังชื่นชอบ สามารถตั้งค่าปุ่มพาวเวอร์เพื่อเรียกใช้งาน Bixby ทดแทนได้เช่นกัน

ฝั่งซ้ายจะมีปุ่มเพิ่มลดระดับเสียง และถัดลงมาคือปุ่มพาวเวอร์ที่จัดวางเลย์เอาท์ได้ค่อนข้างดีมาก เพราะอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมสามารถใช้งานมือเดียวได้สะดวกคล่องตัว นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าปุ่มพาวเวอร์ให้สามารถเรียกใช้งาน Bixby หรือ Google Assistant ได้อีกด้วย

Galaxy Note 10+ จัดเต็มด้วยกล้องหลัง 4 เลนส์ โดยประกอบไปด้วย

12 MP, f/1.5-1.8-2.4, 27mm (wide), 1/2.55″, 1.4µm, Dual Pixel PDAF, OIS
12 MP, f/2.1, 52mm (telephoto), 1/3.6″, 1.0µm, AF, OIS, 2x optical zoom
16 MP, f/2.2, 12mm (ultrawide), 1.0µm
TOF 3D VGA camera

สำหรับจุดเด่นคือเลนส์ TOF  ที่ช่วยในเรื่องการวัดระยะ/ความลึก จึงช่วยให้การถ่ายรูปแบบ Live Focus มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

S Pen รอบนี้ปรับปรุงปุ่มกดด้านบนให้มีความแข็งแรงขึ้นแบบรู้สึกได้เมื่อเทียบกับ Note 9 แถมยังมาพร้อมความสามารถเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ความสามารถเดิมที่ใช้เป็นรีโมตถ่ายรูปยังคงมีมาให้ใช้งาน ส่วนสิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือการใส่เซ็นเซอร์ Gyro Sensor และ Acceleration Sensor ทำให้สามารถใช้ฟีเจอร์ Air Action โดยใช้เคลื่อนไหวไปในทิศทางต่าง ๆ เช่นการโบกไปทางซ้าย-ขวา หรือปัดขึ้น-ลงกลางอากาศ เพื่อเลื่อนเมนูกล้อง ซูมดูภาพถ่าย รวมถึงการคอลโทรลการเล่นเพลงได้อีกด้วย

 

ไม่ได้อัพเดตเฉพาะ Hardware แต่ Note10+ ยังมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ Transcribe ที่สามารถแปลงลายมือให้กลายเป็นตัวพิมพ์ได้ง่าย ๆ  จากเดิมที่ต้องใช้งานผ่านช่องคีย์บอร์ด แต่รอบนี้จะเขียนตรงไหนของหน้าจอก็ได้ ซึ่งทำให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สำหรับฟีเจอร์นี้รองรับทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

ซอฟต์แวร์และฟีเจอร์

Note 10+ รันบนระบบปฏิบัติการ Android 9 ที่ครอบทับด้วย One UI  1.5 สำหรับฟีเจอร์และภาพรวมของ Suftware ที่น่าสนใจ ขอยอดไปเขียนในรีวิวฉบับเต็มแทนนะครับ

 

UI กล้องยังคงไม่แตกต่างไปจาก S10 ซีรีส์ แต่ที่เพิ่มเข้ามาคือโหมด Night Mode ของกล้องหน้า ซึ่งช่วยให้เซลฟีในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น

ทดสอบ Night Mode กล้องหน้า

 

กล้องหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล มาพร้อมค่ารูรับแสงกว้าง f/2.2 ในภาพรวมถือว่าให้คุณภาพที่น่าประทับใจมาก ๆ แม้จะมี f stop ที่ดูจะแคบไปสักนิด

Live Focus พร้อมเอฟเฟต์โบเก้

ทดสอบกล้องหลังในโหมด Auto

ทดสอบกล้องหลังในโหมด Live Focus พร้อมเอฟเฟต์โบเก้

ทดสอบกล้องหลังใหโหมด Auto ที่ระยะปรกติ

ทดสอบกล้องหลังพร้อมเปิดใช้งานเลนส์มุมกว้าง Ultra Wide

นอกจากนี้ยังมีโหมด AR Doodle ที่สุดกิ๊บเก๋ไม่เหมือนใคร ผู้ใช้งานสามารถวาดลายเส้นลงไปในภาพแล้วจะแปลงเป็น AR  ที่สามารถขยับตามไปกับตัวซับเจคได้ด้วย ซึ่งสามารถดีเทคหรือจดจำตัวแบบที่วาดไว้ ทำให้เราเหมือนมี สติ๊กเกอร์ RA ในรูปแบบเฉพาะของตัวเราเอง ฟีเจอร์นี้บอกเลยว่าช่วยให้การใช้งานทั้งปากกา และการถ่ายภาพสนุกขึ้นอีกเป็นกอง

 

สำหรับ Note 10+ ยังมีความน่าสนใจอีกเพียบ ไม่ว่าจะะเป็นไฮไลท์ฟังก์ชั่นใหม่ของตัวปากกา S Pen ,AR Doodle, Super Fast Charging, Wireless PowerShare, เกมมิ่ง, Zoom-in Mic  เพียงแต่เวลาที่ได้จับเครื่องในวันงานนั้นน้อยมาก จึงทำได้แค่ Hands on กับพรีวิวสั้น ๆ ยังไงรอติดตามรีวิวฉบับเต็มกันได้ในเร็ว ๆ นี้

 

    • กาแลคซี่ โน้ต 10 รุ่น RAM 8GB, ROM 256GB ราคา 32,900 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Aura Glow, Aura Pink และ Aura Black
    • กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส รุ่น RAM 12GB, ROM 256GB ราคา 37,900 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Aura Glow, Aura White และ Aura Black
    • กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส รุ่น RAM 12GB, ROM 512GB ราคา 40,900 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Aura Glow, Aura White และ Aura Black

    โดยซัมซุงเปิดให้จองล่วงหน้าแล้ววันนี้ เริ่มต้นเพียง 15,900 บาท พร้อมรับสิทธิ์ประกันจอแตกนาน 1 ปี เมื่อจองผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย และสามารถเลือกเพิ่มความจุเป็น 512GB เมื่อจองกาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส รุ่นความจุ 256GB หรือเลือกรับหูฟังไร้สาย กาแลคซี่ บัดส์ มูลค่า 4,990 บาทฟรีเมื่อจองกาแลคซี่ โน้ต 10

    เมื่อจองกาแลคซี่ โน้ต ทุกรุ่นรับสิทธิ์ประกันจอแตกนาน 1 ปี เมื่อจองผ่านซัมซุงแบรนด์ช็อป เว็ปไซต์ Samsung.com และร้านค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2562 เท่านั้น รายละเอียดและเงื่อนไขโปรโมชั่น สามารถดูได้ที่www.samsung.com/th/note10/preorder

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของกาแลคซี่ โน้ต 10 และ กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส สามารถดูได้ที่ www.samsung.com/th/note10

Facebook Comments