รีวิว Amazfit GTR 2 & Amazfit GTS 2 สมาร์ตวอทช์ ดีไซน์สวย ฟีเจอร์แน่น ในราคาจับต้องได้ !!!

โดย J.wasan
0 ความเห็น 14.5K views

เปิดตัวมาสักพักใหญ่ ๆ สำหรับ Amazfit GTR 2 และ Amazfit GTS 2 สมาร์ตวอทช์ซีรีส์ GT ที่มีให้เลือกทั้งแบบหน้าปัดทรงกลม และทรงเหลี่ยมยอดนิยมของยุคนี้  ซึ่งนอกจากดีไซน์แล้ว ทั้งสองรุ่นมีฟีเจอร์และฟังก์ชั่นที่อัดแน่นจัดเต็มแทบจะไม่แตกต่างกัน สามารถตอบโจทย์สายออกกำลังกายและสายแฟชั่นได้อย่างลงตัว สำหรับความน่าสนใจของทั้ง 2 รุ่นจะมีอะไรบ้าง มาติดตามรับชมรีวิวไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ 

สเปคเบื้องต้น Amazfit GTR 2 & GTS 2

คุณสมบัติของตัวเครื่อง[1]

 

Amazfit GTR 2

Amazfit GTS 2

หน้าจอ

1.39” AMOLED

1.65” AMOLED

ขนาด (หน้าปัด)

46.4 x 46.4 x 10.7 มม.

42.8 x 35.6 x 9.7 มม.

น้ำหนัก

แบบคลาสสิก 39 กรัม ไม่รวมสายนาฬิกา

แบบสปอร์ต  31.5 กรัม ไม่รวมสายนาฬิกา

24.7 กรัม ไม่รวมสายนาฬิกา

ทัชสกรีน

กระจกนิรภัยเทมเปอร์ + เคลือบฟิล์มกันรอย นิ้วมือ + เคลือบฟิล์ม ODLC

กระจกนิรภัยเทมเปอร์ + เคลือบฟิล์มกันรอยนิ้วมือ + เคลือบฟิล์ม ODLC

สี

Obsidian Black

Midnight Black, Desert Gold, Urban Grey

การเชื่อมต่อ

บลูทูธ 5.0

บลูทูธ 5.0

เซ็นเซอร์

เซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหว เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ BioTracker™ 2 PPG เซ็นเซอร์ตรวจจับการหมุน เซ็นเซอร์วัดแรงดันอากาศ เซ็นเซอร์วัดสภาพแสงโดยรอบ

เซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหว เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ BioTracker™ 2 PPG เซ็นเซอร์ตรวจจับการหมุน เซ็นเซอร์วัดแรงดันอากาศ เซ็นเซอร์วัดสภาพแสงโดยรอบ

การจับตำแหน่ง

GPS + GLONASS

GPS + GLONASS

วัสดุตัวเรือน

สเตนเลสสตีล หรือ อะลูมิเนียมอัลลอย

อะลูมิเนียมอัลลอย

ไมโครโฟน

มี

มี

ลำโพง

มี

มี

วัสดุสายนาฬิกา

ซิลิโคน หรือ หนัง

ซิลิโคน

ความกว้างสายนาฬิกา

22 มม.

20 มม.

ความสามารถกันน้ำ

5 ATM[2]

5 ATM[3]

ความจุแบตเตอรี

แบตเตอรีลิเทียมไอออนโพลีเมอร์ 471 mAh  (ความจุปกติ)

แบตเตอรีลิเทียมไอออนโพลีเมอร์ 246 mAh     (ความจุปกติ)

อายุแบตเตอรี[4]

– สภาพการใช้งานปกติ: สูงสุด 14 วัน

– เวลาที่ใช้ในการชาร์จ: ประมาณ 2.5 ชั่วโมง

– สภาพการใช้งานปกติ: สูงสุด 7 วัน

– เวลาที่ใช้ในการชาร์จ: ประมาณ 2 ชั่วโมง

โหมดกีฬา

12 โหมดกีฬา

12 โหมดกีฬา

การแจ้งเตือน

มี

มี

AI Assistant

Amazon Alexa ในตัว[5]

Amazon Alexa ในตัว[6]

แอคเซสซอรี

นาฬิกา (พร้อมสาย) / แท่นชาร์จ / คู่มือการใช้

นาฬิกา (พร้อมสาย) / แท่นชาร์จ / คู่มือการใช้

อุปกรณ์ที่รองรับ

ตั้งแต่ Android 5.0 หรือ iOS 10.0 ขึ้นไป

ตั้งแต่ Android 5.0 หรือ iOS 10.0 ขึ้นไป

แอปพลิเคชัน

Zepp

Zepp

 

แกะกล่อง

ตัวกล่องมาในโทนสีขาวสะอาดตา ด้านหน้าโชว์รูปตัว Amazfit GTR 2 พร้อมกำกับฟีเจอร์เด่นที่เป็นจุดขายไว้ที่ด้านข้างกล่อง ซึ่งประกอบไปด้วย

  • โหมดการออกกำลังกายที่มีให้ใช้งานหลากหลายรูปแบบ
  • มาพร้อมหน้าจอแสดงผลAMOLED ขนาด 1.39 นิ้ว
  • ฟีเจอร์วัดค่าออกซิเจนในเลือดได้
  • ฟีเจอร์วัดคุณภาพของการนอนหลับ
  • แบตเตอรี่สุดอึดใช้งานได้สูงสุดถึง 14 วัน เมื่อใช้งานปกติ และใช้ได้นานถึง 38 วัน หากใช้ฟังก์ชันพื้นฐานเท่านั้น
  • รองรับการบันทึกและเล่นเพลงภายในเครื่อง

อุปกรณ์ภายในกล่องประกอบด้วย 

  • สมาร์ตวอทช์ Amazfit GTR 2
  • สายชาร์จ 
  • คู่มือการใช้งานฉบับย่อ 

ตัวสายชาร์จเป็นแบบ Pogo pin แบบ 2 dot พร้อมระบบแม่เหล็กในการยึดล็อค  สำหรับ Amazfit GTR 2 มาพร้อมแบตเตอรีลิเทียมไอออนโพลีเมอร์ 471 mAh โดยสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 14 วัน เมื่อใช้งานปกติ และใช้ได้นานถึง 38 วัน หากใช้ฟังก์ชันพื้นฐานเท่านั้น 

รูปลักษณ์ดีไซน์ & การออกแบบ 

สำหรับ Amazfit GTR 2 จะมีด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ GTR 2 Sport Edition ตัวเรือนจะเป็นสีดำ สายซิลิโคน และรุ่น GTR 2 Classic Edition ตัวเรือนสีเงิน สายหนัง ซึ่งในรีวิวนี้จะเป็นรุ่น  GTR 2 Classic Edition นั่นเอง 

Amazfit GTR 2 ดีไซน์ในภาพรวมจะให้ฟิลลิ่งความเป็นนาฬิกาแท้ ๆ ด้วยหน้าปัดทรงกลม พร้อมสายหนังสีดำที่ดูเรียบขรึมแต่แฝงความพรีเมี่ยมไว้ภายใน สำหรับตัวเรือนจะเป็นสแตนเลสสตีล ที่มีความแข็งแรง แต่มีน้ำหนักที่เบา จึงช่วยให้สวมใส่สบายตลอดทั้งวัน 

หัวบัคเคิลสายนาฬิกาเป็นวัสดุสแตนเลสสตีลเช่นเดียวกันตัวเรือน ไม่ว่าจะโดดน้ำโดนเหงื่อก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสนิม 

นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนสายได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ เพียงดันสลักที่ด้านก็ข้างก็สามารถเปลี่ยนสายนาฬิกาได้ทันที ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนเป็นสายซิลิโคน เพื่อให้เหมาะกับกิจกรรมการออกกำลังกายต่าง ๆ ได้คล่องตัวนั่นเอง 

ฝั่งขวาของตัวเรือนจะมีปุ่มนาฬิกามาให้ใช้งาน 2 ปุ่ม โดยปุ่มบนจะตัดด้วยขอบสีแดงด้านใน ซึ่งช่วยให้เกิดความโดดเด่นสะดุดตายิ่งขึ้น ในส่วนของการเข้าถึงฟังก์ชั่นต่าง ๆ ผ่านปุ่มด้านบน เมื่อเรากดปุ่มค้างไว้ จะเป็นการสู่โหมด เปิด/ปิดเครื่อง และรีสตาร์ท – และกดหนึ่งครั้งจะเข้าสู่แอปต่าง ๆ ภายในเครื่อง สำหรับปุ่มด้านล่าง กดค้างไว้จะเข้าสู่โหมด เปิด/ปิดเครื่อง และรีสตาร์ท ถ้ากดหนึ่งครั้งจะเข้าสู่แอปที่กำหนดไว้ โดยค่าพื้นฐานจากโรงงานจะเป็นการเรียกใช้งานโหมดออกกำลังกาย ซึ่งเราสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามที่ต้องการในภายหลัง

Amazfit GTR 2 มาพร้อมกับฟังก์ชันการติดตามอัตราการเต้นของหัวใจอย่างแม่นยำ ด้วยเซ็นเซอร์ BioTracker™ 2 PPG ที่ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจได้ตลอด 24/7 ไม่ว่าจะเป็นอัตราตอนพักผ่อน (resting heart rate) โซนอัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate zones) และเตือนเมื่อหัวใจเต้นผิดปกติ 

นอกจากนี้ยังรองรับ OxygenBeats™ ที่สามารถวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด  เพื่อที่เราจะได้รู้สถานะของร่างกายและรักษาสุขภาพให้เหมาะสมกับกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านทาง Amazfit GTR 2 ได้ตลอดเวลาอีกด้วย 

มีไมค์และลำโพงภายในตัว สามารถคุยสายผ่านตัวนาฬิกา รวมถึงฟังเพลงภายในเครื่องผ่านทางลำโพงของนาฬิกาได้เช่นกัน โดยความดังของตัวลำโพงถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว สามารถฟังได้เพลิน ๆ ภายในห้องที่มีสภาพแวดล้อมเสียงรบกวนน้อย ๆ 

Amazfit GTR 2 โดดเด่นด้วยหน้าจอชนิด AMOLED ทรงกลมขนาด 1.39 นิ้ว มีขอบโค้งมน 3 มิติ ให้สีสันสดใส สว่างมองเห็นคมชัด ดูง่าย ในทุกองศา โดยตัวหน้าปัดทำจากกระจก 3 มิติ Corning Gorilla เคลือบสาร oDLC (optical Diamond-like Carbon) และสารที่ช่วยป้องกันการเกิดรอยนิ้วมือ จึงป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี และทำความสะอาดได้ง่าย

นอกจากนี้ หน้าปัดยังสามารถปรับเปลี่ยนมุมการแสดงข้อมูลเพื่อความสะดวกสำหรับการสวมบนข้อมือทั้งสองข้าง อีกทั้งมีธีมหน้าปัดให้เลือกกว่า 40 แบบ สามารถดาวนฺเหลดได้ที่ Watch Face Store ซึ่งจะมีหน้าปัดให้เลือกใช้งานหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบเข็ม และแบบดิจิตอล สามารถดาวน์โหลดมาเก็บไว้ภายในเครื่อง เพื่อเปลี่ยนหน้าปัดได้ไม่ซ้ำวัน  ถือได้ว่า Amazfit GTR 2 เป็นสมาร์ทวอชแนวหน้าที่รองรับการปรับแต่งให้เข้ากับสไตล์ส่วนบุคคลได้อย่างลงตัว

การสวมใส่

ตัวเรือนเป็นวัสดุสแตนเลสสตีล มีความบางเบา และด้านหลังของตัวนาฬิกาออกแบบให้มีความโค้งมน ไม่มีสันขอบ จึงช่วยให้การสวมใส่ที่เบาสบาย ไม่อึดอัด แม้จะสวมใส่ตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ตัวสายยังเจาะให้มีความถี่ จึงสวมใส่ได้ทั้งข้อมือเด็กและผู้ใหญ่ อีกทั้งยังรองรับการกันน้ำกันฝุ่นในมาตรฐาน 5ATM Water Resistant หรืออยู่ในน้ำลึกได้ในระดับ 50 เมตจร สามารถสวมใส่ลุยฝน อาบน้ำ ว่ายน้ำ ได้โดยไม่มีปัญหา

ในภาพรวม Amazfit GTR 2 เป็นสมาร์ตวอทช์ที่ตอบโจทย์ทั้งสายออกกำลังกาย และสายแฟชั่นได้อย่างลงตัว 

 

Amazfit GTS 2

ตัวกล่องและอุปกรณ์ภายในจะเหมือนกับ Amazfit GTR 2  โดยมีความแตกต่างกันที่ด้านหน้าจะเป็นรูปตัวเครื่อง Amazfit GTS 2 ส่วนฟีเจอร์ก็ให้มาแบบจัดเต็มเหมือนกันทุกประการ ซึ่งประกอบไปด้วย

  • โหมดการออกกำลังกายที่มีให้ใช้งานหลากหลายรูปแบบ
  • มาพร้อมหน้าจอแสดงผลAMOLED ขนาด 1.39 นิ้ว
  • ฟีเจอร์วัดค่าออกซิเจนในเลือดได้
  • ฟีเจอร์วัดคุณภาพของการนอนหลับ
  • แบตเตอรี่สุดอึดใช้งานได้สูงสุดถึง 14 วัน เมื่อใช้งานปกติ และใช้ได้นานถึง 38 วัน หากใช้ฟังก์ชันพื้นฐานเท่านั้น
  • รองรับการบันทึกและเล่นเพลงภายในเครื่อง

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • สมาร์ตวอทช์ Amazfit GTS 2
  • สายชาร์จ 
  • คู่มือการใช้งานฉบับย่อ 

ตัวสายชาร์จเป็นแบบ Pogo pin แบบ 2 dot พร้อมระบบแม่เหล็กในการยึดล็อค จีทีเอส 2 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 246 mAh สามารถใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 7 วัน และใช้งานได้สูงสุดถึง 20 วัน เมื่อใช้งานฟังก์ชันพื้นฐาน ใช้เวลาในการชาร์จประมาณ 2 ชั่วโมง

ดีไซน์จะมีความแตกต่างกับ Amazfit GTR 2 โดย  Amazfit GTS 2 ตัวหน้าปัดจะเป็นแบบเหลี่ยม ดูเพรียวบาง ตัวเรือนเป็นวัสดุอะลูมิเนียมอัลลอย มีให้เลือก 3 สี คือ Midnight Black, Desert Gold และ Urban Grey  พร้อมสายรัดข้อมือสีเข้ากัน

ถอดสายได้ง่าย ๆ เช่นกัน แค่ดันสลักก็เปลี่ยนได้เลยไม่ต้องใช้เครื่องมือแต่อย่างใด 

Amazfit GTS 2 มาพร้อมจอแสดงผล AMOLED  รูปทรงเหลี่ยมหรูในขนาด 1.65”  ตัวหน้าปัดก็จะเหมือนกับ GTR 2 ที่เป็นแบบ 3 มิติ Corning Gorilla เคลือบสาร oDLC (optical Diamond-like Carbon) และสารที่ช่วยป้องกันการเกิดรอยนิ้วมือ จึงป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี และทำความสะอาดได้ง่าย 

ตัวปุ่มกดจะจะมีปุ่มเดียวแบบมัลติฟังก์ชั่น  ซึ่งแตกต่างจาก GTR 2 ที่มี 2 ปุ่ม แต่การใช้งานก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างกันมากนัก และแน่นอนมาพร้อมกับไมค์สนทนาและลำโพงในตัว สามารถรับสายผ่านตัวนาฬิกาได้เหมือน GTR 2 นั่นเอง

ในส่วนของเซ็นเซอร์จัดเต็มเหมือน Amazfit GTR 2 โดยประกอบไปด้วย BioTracker™ 2 PPG ที่ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจได้ตลอด 24/7 ไม่ว่าจะเป็นอัตราตอนพักผ่อน (resting heart rate) โซนอัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate zones) และเตือนเมื่อหัวใจเต้นผิดปกติ 

รวมถึงรองรับฟีเจอร์ OxygenBeats™ วัดระดับออกซิเจนในเลือด หรือค่า SpO2 ได้เหมือน Amazfit GTR 2 

ในด้านการสวมใส่  ด้วยความเพรียวบาง และสายซิลิโคนที่อ่อนนุ่ม จึงให้ความรู้สึกเบาสบาย ไม่ระคายเคือง ใส่นาน ๆ ก็ไม่รู้สึกอึดอัด แถมยังเหมาะกับการออกกำลังกายทั้งกลางแจ้งรวมถึงการออกกำลังกายทางน้ำได้ดีเยี่ยมอีกด้วย 

รองรับการกันน้ำกันฝุ่นในมาตรฐาน 5ATM Water Resistant หรืออยู่ในน้ำลึกได้ในระดับ 50 เมตจร สามารถสวมใส่ลุยฝน อาบน้ำ ว่ายน้ำ ได้โดยไม่มีปัญหา


การเชื่อมต่อ

ในด้านการเชื่อมต่อ มีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อ  Amazfit GTR 2 และ Amazfit GTS 2 ผ่านแอป  Zepp  ซึ่งรองรับทั้งบน iOS และ Android โดยในการเชื่อมต่อครั้งแรกให้ทำการล็อคอิน หรือลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้งาน Zepp  จากนั้นเชื่อมต่อตามขั้นตอนที่แอปแนะนำได้เลย

การใช้งานเบื้องต้น

จากหน้าจอหลัก เมื่อลากจากหน้าจอแสดงผลด้านบนลงมาด้านล่าง จะเป็นการเข้าสู่เมนูทางลัดต่าง ๆ เช่น เปิด Always-On Display, ปรับระดับความสว่าง , เข้าสู่โหมดสลีปเป็นต้น รวมถึงแสดงผล วันที่ / ระดับแบตเตอรี่และพยากรณ์อากาศ

ส่วนการลากจากหน้าจอแสดงผลด้านล่างขึ้นมาด้านบน จะเป็นการเข้าสู่หน้าการแจ้งเตือน Notification ซึ่งรองรับการแจ้งเตือนจากระบบ เช่นการโทร ข้อความ อีเมล ปฏิทิน เป็นต้น

เมื่อปัดหน้าจอจากทางด้านซ้ายหรือขวา จะเข้าสู่การแสดงผลแอปและฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น โหมด PAI, กิจกรรมออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจ พยากรณ์อากาศ มิวสิคเพลย์เยอร์ และหน้ารวมการแจ้งเตือนเป็นต้น 

กดที่ปุ่มด้านบนจะเข้าสู่หน้าแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ  ซึ่งผู้ใช้งานสามารถจัดเรียงลำดับของแอปได้ตามที่ต้องการ 

การตั้งค่าหลักของตัว  Amazfit GTR 2 สามารถตั้งค่าได้ค่อนข้างละเอียด ทั้งการแสดงผลหน้าปัด, สามารถเชื่อมต่อกับหูฟังหรือลำโพงบลูทูธเพื่อเล่นเพลงภายในเครื่องได้โดยตรง, หน้าจอและความสว่าง, รวมถึงการรีบูต และรีเซ็ตเป็นค่าจากโรงงานเป็นต้น 

จัดเต็มพร้อมตอบโจทย์ผู้รักสุขภาพด้วยโหมดออกกำลังกายที่มีให้เลือกใช้งานกว่า 12 รูปแบบ โดยมีโหมดออกกำลังกายที่หลากหลายและคลอบคลุม อาทิ เดิน, วิ่ง, ปั่นจักรยาน,  ว่ายน้ำ, ยกเวท ฯลฯ

 

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ Amazfit GTR 2  & Amazfit GTS 2 

หลังจากเชื่อมต่อ Amazfit GTR 2 & Amazfit GTS 2 กับสมาร์ตโฟนเป็นที่เรียบร้อย เราสามารถตั้งค่าเพื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ ทั้งสองรุ่น ซึ่งฟีเจอร์ที่มีให้ใช้งานนั้นอัดแน่นมาก ๆ สามารถตั้งค่าการใช้งานได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะะเป็นด้านการแจ้งเตือน การตั้งค่าด้านการออกกำลังกาย ฯลฯ เป็นต้น

ตัวแอป Zepp จะช่วยให้การใช้งานสมาร์ตวอทช์ได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้ใช้งานสามารถดูข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บสถิติได้ละเอียดกว่าบนนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเต้นของหัวใจ, ข้อมูลการเดิน, ความเครียด, ข้อมูลการนอนในแต่ละวัน ฯลฯ เพื่อนำไปวิเคราะห์สุขภาพโดยรวมของผู้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งสองรุ่นมาพร้อมลำโพงและไมค์สนทนา ทำให้สามารถคุยสายผ่านนาฬิกาได้เลย ช่วยให้การออกกำลังเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด 

และทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมหน่วยความจำภายใน 3GB สามารถใส่เพลงได้กว่า 600 เพลง อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับหูฟัง TWS หรือลำโพงบลูทูธ เพื่อฟังเพลงได้โดยตรง ช่วยให้การออกกำลังกายมีความคล่องตัว แม้จะไม่ได้พกโทรศัพท์ออกไปด้วย

อเมซฟิต จีทีอาร์ 2 และ จีทีเอส 2 มาพร้อมกับฟังก์ชันการติดตามอัตราการเต้นของหัวใจอย่างแม่นยำ ด้วยเซ็นเซอร์ BioTracker™ 2 PPG ที่ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจได้ตลอด 24/7 ไม่ว่าจะเป็นอัตราตอนพักผ่อน (resting heart rate) โซนอัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate zones) และเตือนเมื่อหัวใจเต้นผิดปกติ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานทราบความแข็งแรงของหัวใจได้ดีขึ้น

ฟีเจอร์ OxygenBeats™  วัดระดับออกซิเจนในเลือด หรือค่า SpO2 จะช่วยให้ผู้ใช้งานทราบถึงสุขภาพร่างกายในขณะนั้น โดยค่าปรกติจะอยู่ที่ 98-99%  และจะต่ำกว่านั้นหากวัดในขณะนอน 

ฟีเจอร์นี้หากผู้ใช้งานต้องเผชิญกับการทำงานนาน ๆ ที่ทำให้สมองเมื่อยล้า หรือการใช้ร่างกายหนัก ๆ จากกิจกรรมเช่นการวิ่งมาราธอนหรือกีฬากลางแจ้ง หากรู้สึกไม่สบายใจ ก็สามารถวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได้โดยง่าย จะได้รู้สถานะของร่างกายและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

PAI (Personal physiological Activity Indicator) หรือคะแนนการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยอ้างอิงจากอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งหากเราทำกิจกรรมใด ๆ ที่ทำให้หัวใจเราเต้นเร็ว อย่างเช่นการเดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน เล่นโยคะ หรือเล่นกีฬา ทำกิจกรรมอื่น ๆ สมาร์ทแบนด์ก็จะทำการบันทึกค่าระยะเวลาการทำกิจกรรม โดยแต่ละสัปดาห์ควรจะทำให้ได้ถึง 100 PAI หรือมากกว่า ซึ่งเป็นค่าที่เหมาะสมในการออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์

สมาร์ทวอชในซีรีส์ จีที 2 ทั้งสองรุ่นยังรองรับฟีเจอร์การติดตามความเครียด (Stress) โดยการวัดค่าจะอ้างอิงจากอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานรักษาสมดุลของระดับความเครียดได้ เมื่อรู้สึกเครียด ก็สามารถผ่อนคลายด้วยแนวทางใหม่ ๆ ในการดูแลความเครียดได้นั่นเอง

ในโหมดออกกำลังกาย มี GPS ที่สามารถแทรคตำแหน่งได้ค่อนข้างแม่นยำ รวมถึงแสดงผลกิจกรรมการออกกำลังกายได้ละเอียด เช่นระยะทาง จำนวนก้าว ความเร็ว อัตราการเต้นของหัวใจเป็นต้น 

ในด้านออกกำลังกาย ทั้งสองรุ่น ถือว่าตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายได้ดีมาก ๆ  โดยมาพร้อมฟีเจอร์ด้านออกกำลังกายที่แสดงผลได้อย่างละเอียด โดดเด่นด้วยเนเร์ BioTracker™ 2 PPG ามารถติดตามตราการเต้นขงหัวใจได้ตลดเวลา 24/7  และระบบประเมินภาวะสุขภาพส่วนบุคคล (PAI™ Health Assessment System) ฟีเจอร์วัดระดับออกซิเจนในเลือด นอกจากนี้ยังมีโหมด sleep tracker ที่ามารถติดตามการนนและเข้าใจรูปแบบการนนขงตัวเงได้ดีขึ้น เรียกว่าตอบโจทย์การออกกำลังได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เหมาะกับเทรนด์รักสุขภาพของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว 

 

บทสรุป 

Amazfit GTR 2 และ Amazfit GTS 2 เป็นสมาร์ตวอทช์ที่โดดเด่นทั้งคู่ โดยมาพร้อมฟีเจอร์ด้านการออกกำลังกายที่จัดเต็ม ตอบโจทย์ได้ทั้งสายออกกำลังกายและแฟชั่น ในส่วนของสเปคและฟังก์ชั่นแทบจะไม่แตกต่างกัน สิ่งที่แตกต่างหรับ 2 รุ่นนี้ก็คือด้านดีไซน์ และการใช้งานต่อเนื่อง ที่ Amazfit GTS 2  จะใช้งานต่อเนื่องได้ 7 วัน ในขณะที่ GTR 2 จะใช้งานได้ต่อเนื่อง 14 วัน ส่วนอื่น ๆ จะเหมือนกันทุกประการ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบทางด้านดีไซน์เป็นหลัก แต่ถ้าจะเลือกใช้งานทั้ง 2 รุ่นก็คงไม่มีปัญหา เพราะด้วยสนนราคาค่าตัวที่เคาะออกมา นั้นถือว่ายังเข้าถึงง่าย และมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งในท้องตลาด ณ ปัจจุบัน 

 

ราคาและการวางจำหน่าย

สมาร์ทวอชทั้งสองรุ่นนี้ มีวางจำหน่ายที่ช่องทางออนไลน์ใน Shopee ที่ร้าน

Amazfit Official Store :  Amazfit GTS 2 : https://bit.ly/3kLE4WS

                                     Amazfit GTR 2 : https://bit.ly/3pSxRfA

ร้านตัวแทนจำหน่าย ThaiMall : Amazfit GTS 2 : https://bit.ly/3kJLr0Q

                                              Amazfit GTR 2 :  https://bit.ly/35HShQ8

Facebook Comments

Related Posts