เปิดตัวในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ realme 6 Series สมาร์ตโฟนระดับกลางรุ่นใหม่ของ realme ที่ประกอบด้วย  realme 6 และ realme 6 Pro โดยมาพร้อมการปรับโฉมดีไซน์ให้ดูพรีเมี่ยมมากขึ้น รวมทั้งอัพเกรดสเปกแรงขึ้น ในราคาที่คุ้มค่าเหมือนเดิม

โดยรุ่นที่จะวางจำหน่ายก่อนคือ realme 6 Pro รุ่นท๊อปในตระกูล realme 6 Series ที่มาพร้อมสโลแกน “6 เลนส์ จอเหนือชั้น” และใช้ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 720G รุ่นใหม่เป็นรุ่นแรกของโลก เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราไปชมรีวิว realme 6 Pro กันเลยครับ

สเปคเบื้องต้น realme 6 Pro

ขนาด 163.8 x 75.8 x 8.9 มม.
น้ำหนัก 202 กรัม
หน้าจอ จอเจาะรูฝังกล้องเซลฟี่ In-Display Selfie Camera แบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 90.6% และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5
หน่วยประมวลผล Octa Core ความเร็ว 2.3GHz โดยใช้ชิปเซ็ต Qualcomm SM7125 Snapdragon 720G (8 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 618
RAM 8GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 128GB
microSD Card สูงสุด 256GB
กล้องถ่ายภาพ กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว AI Quad Camera ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Samsung GW1 รูรับแสง f/1.8, กล้องตัวที่สองเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.5, กล้องตัวที่สามเลนส์ Ultra Wide 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.3 และกล้องตัวที่สี่เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร โดยรองรับการโฟกัสภาพแบบ PDAF, ฟีเจอร์ Chrome Boost, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Nightscape 3.0, โหมดผิวสวย AI Beauty และระบบกันสั่นแบบ UIS (Ultra Image Stabilization) ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่คู่  AI Dual Selfie Camera กล้องหลัก ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX471 รูรับแสง f/2.0 รองรับเทคโนโลยี AI Beauty ส่วนกล้องรอง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รุรับแสง f/2.2
ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI
เชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.1, USB Type-C, USB On-The-Go
รองรับระบบ 4G LTE 900/1800/2100/2300/2500/2600 MHz และ 3G 850/900/2100 MHz ( 4G และ 3G ทุกเครือข่ายในไทย)
แบตเตอรี่ 4035 mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W VOOC 4.0 ชาร์จเต็ม 100% ภายในเวลา 57 นาที
ราคา 10,999 บาท

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

กล่องแพคเกจจิ้งของ realme 6 Pro มาพร้อมโทนสีเหลือง ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของแบรนดฺ์ ด้านหน้ากล่องและด้านข้างมีชื่อรุ่นขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัดเจน

ด้านหลังกล่องแสดงข้อมูลสเปกของ realme 6 Pro ใน 4 จุดเด่นคือ กล้องหลัง 4 ตัวความละเอียด 64 ล้านพิกเซล ซูมไฮบริด 20 เท่า, เจาะรูฝังกล้องเซลฟี่คุู่บนจอรีเฟรชเรท 90Hz, แบตเตอรี่ความจุ 4,300mAh รองรับชาร์จเร็ว 30W Flash Charge และใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 720G

อุปกรณ์ภายในกล่อง realme 6 Pro ประกอบด้วย

  1. ตัวเครื่อง realme 6 Pro
  2. คู่มือการใช้งาน
  3. เข็มจิ้มสำหรับเปิดถาดซิมการ์ด
  4. อแดปเตอร์ชาร์จแบบ VOOC Flash Charge 30W
  5. สายดาต้าลิงค์แบบ USB Type-C
  6. เคสซิลิโคนแบบใส

รูปลักษณ์ดีไซน์ / การออกแบบ

ตัวเครื่อง  realme 6 Pro มาพร้อมกับ chic lightning  Design แรงบันดาลใจจากสายฟ้า ครั้งแรกกับเทคโนโลยีการพิมพ์แบบไล่สี UV-curing ที่มีการปรับแต่งกว่า 100 ครั้ง จึงทำให้ลวดลายดูมีมิติ และสวยพรีเมียมกว่ารุ่นก่อนๆ

รวมถึงรองรับเทคโนโลยีป้องกันละอองน้ำแบบ 3 ชั้น (ไม่สามารถนำไปจุ่มน้ำได้) โดยมีให้เลือก 2 สีคือ Lightning Blue สีน้ำเงินแสดงถึงสายฟ้าที่ผ่านก้อนเมฆ และ Lightning Red สีแดงแสดงถึงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

realme 6 Pro มาพร้อมจอไร้ขอบ ไร้รอยบาก และเจาะรูสำหรับฝังกล้องเซลฟี่คู่ Dual In-Display Selfie แบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2340 พิกเซล ขนาด 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 90.6% และครอบทับด้วยกระจกกันรอย 2.5D Corning Gorilla Glass 5

หนึ่งในจุดเด่นที่เป็นจุดขายของ realme 6 Pro คือหน้าจอที่มีอัตรา refresh rate 90 Hz ช่วยให้แสดงผลภาพได้คมชัดมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการแสดงผลภาพกราฟิก และสามารถปรับการมองเห็นได้ดีไม่ว่าจะในที่แสงมาก หรือน้อยเกินไป ให้ความรู้สึกสบายตาแม้จะใช้งานเป็นเวลานาน

มุมซ้ายด้านบนเจาะรูสำหรับฝังกล้องเซลฟี่คู่ ประกอบด้วยเลนส์หลักความละเอียด 16 MP และเลนส์ตัวที่ 2 Ultra Wide-angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ถ่ายมุมกว้างได้ 105 องศา เพิ่มมุมมองของการเซลฟี่ได้ถึง 2.5 เท่า

พลิกมาด้านหลังเครื่องมาในดีไซน์ chic lightning ที่ได้แรงบันดาลใจจากสายฟ้า โดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบไล่สี UV-curing ปรับแต่งมากกว่า 100 ครั้ง และมีให้เลือก 2 สีคือ Lightning Blue สีน้ำเงินแสดงถึงสายฟ้าที่ผ่านก้อนเมฆ และ Lightning Red สีแดงแสดงถึงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ซึ่งสีที่ทาง IbelieveIT ได้มาพรีวิวคือ Lightning Blue

มุมซ้ายด้านบนติดตั้งกล้อง 4 ตัว AI Quad Camera ประกอบด้วย

  • กล้องหลัก Main lens เซ็นเซอร์ Samsung GW1 ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 เก็บรายละเอียดได้ดีแม้ในที่แสงน้อย ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.72 “ ความกว้างเซ็นเซอร์ 1.6 μm
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.3 เก็บภาพมุมกว้างได้ 119 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.3 ซูมแบบไฮบริดได้ 20 เท่า
  • กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร

ด้านซ้ายข้างเครื่องมีช่องสำหรับใส่ SIM Card แบบ Triple Slot Tray แบ่งเป็นช่องใส่ SIM Card แบบ Nano SIM Card 2 ช่อง และช่องใส่การ์ดหน่วยความจำภายนอก 1 ช่อง กับปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง

ด้านขวาข้างเครื่องมีปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง และฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ในปุ่มนี้ด้วย

ด้านบนมีช่องไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียง

ด้านท้ายเครื่องมีช่องหูฟังขนาด 3.5 มม. ช่องไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และช่องลำโพงเสียง

ไฮไลท์ฟีเจอร์เด่นบน realme 6 Pro

realme 6 Pro มาพร้อมหน้าจอแสดงผล In-Display Selfie Camera แบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล มีอัตรา refresh rate 90 Hz ที่ให้สีสันสว่างสดใส มีความคมชัด สามารถแสดงขอบเขตสีได้สมจริงแม่นยำ ให้ Respond การตอบสนองที่อยู่ในเกณฑ์น่าประทับใจ และมี Software ที่ช่วยปรับแต่งการแสดงผลได้อย่างยืดหยุ่น มีฟีเจอร์อัดแน่นที่น่าสนใจ เช่น OSIE Vision Effect ที่ช่วยให้การรับชมภาพและวีดีโอ ได้อย่างคมชัดเพิ่มมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีความปลอยภัยด้วยโหมดถนอมสายตา อีกทั้งยังมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่เต็มตาถึง 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9  โดยมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องสูงถึง 90.6%  จึงส่งผลให้การรับชมคอนเทนต์อย่าง YouTube, Netflix รวมไปถึงการเล่นเกมได้เต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

 

realme 6 Pro ออกแบบให้เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือรวมอยู่ในปุ่มพาวเวอร์ จึงช่วยให้การปลดล็อคได้ง่ายและมีความสะดวกคล่องตัวสูง สามารถปลดล็อคหน้าจอโดยใช้เวลาเพียง 0.38 วินาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมาก ๆ

ส่วนระบบ face unlock บน realme 6 Pro นั้นก็ให้ความรวดเร็วแม่นยำ ไม่แพ้ระบบปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ โดยใช้เวลาไม่ถึง 0.50 วินาที และยังทำงานได้ดีแม้ในที่แสงน้อย อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือได้เป็นอย่างดี ทำให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการปลดล็อกที่ผสานทั้ง 2 ระบบเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

 

realme 6 Pro มาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วรุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยระบบชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge 4.0 (5V/6A) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้แรงดันไฟฟ้าต่ำแต่รองรับกำลังไฟฟ้าสูง โดยสามารถชาร์จจากระดับ 70 % ในระยะเวลาเพียง 30 นาที ส่วนการชาร์จขณะใช้งานไปด้วย จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง พร้อมระบบความปลอดภัยพิเศษที่มากถึง 5 ชั้น สามารถป้องกันแบตเตอรี่ร้อน แบตละลาย และแบตระเบิดตั้งแต่ตัวเครื่องจนถึงหัวชาร์จ

 

ซอฟต์แวร์และฟีเจอร์

realme 6 Pro เปิดตัวมาพร้อม realme UI ซึ่งเป็น Custom UI ที่ทาง realme พัฒนาขึ้นมาเอง โดยพัฒนาบนพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Android 10 และ realme UI ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึง 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ระบบสี ไอคอน พื้นหลัง และภาพเคลื่อนไหวแอนิเมชั่น

realme UI มีการพัฒนาหน้าตาเมนูให้ดูสวยงาม มีสีสันสดใสในแบบ high-saturation ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา ซึ่งสัมผัสได้จากหน้าโฮมสกรีนที่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยไอคอนทั้งหมดถูกปรับดีไซน์ให้ดูเรียบง่ายขึ้นด้วยรูปทรงแบบกลม และมีการใช้สีสันที่มีความโดดเด่นสะดุดตา ส่วนใครที่ไม่ชอบไอคอนทรงกลมก็สามารถไปปรับเป็น Material Style หรือ Pebble ได้ในการตั้งค่า ซึ่งจะมีการปรับไอคอนให้อยู่ในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และทรงสี่เหลี่ยมขอบมนนั่นเอง

นอกจากนี้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งในส่วนของเลย์เอาท์หน้าจอหลัก ทั้งรูปแบบคอลัมน์ และหน้า Apps Drawer ได้ตรงกับไลฟ์สไตล์ความชื่นชอบของแต่ละบุคคล รวมถึงการปรับแต่งภาพพื้นหลัง และรูปแบบธีมรวมถึงฟอนต์ที่สวยงาม ซึ่งมีให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากแอปพลิเคชัน ร้านขายธีม หรือ realme Theme Store ที่ติดตั้งมาให้เรียบร้อยแล้วภายในเครื่อง

Dark Mode เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้การใช้งานในตอนกลางคืนเป็นไปอย่างราบลื่น และส่งผลดีต่อสุขภาพดวงตาของของผู้ใช้งาน โดยฟีเจอร์ Dark Mode หลักการทำงานจะเปลี่ยนพื้นหลังให้เป็นสีดำ เพื่อการใช้งานในสภาพแวดล้อมในที่แสงน้อยได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งช่วยทั้งเรื่องของการประหยัดพลังงาน พร้อมถนอมสายตา และก่อให้เกิดความผ่อนคลายแก่ผู้ใช้งานอีกทางหนึ่งด้วย

(Dark Mode สามารถใช้งานได้กับบางแอปฯ)

สำหรับ Focus Mode จะเป็นโหมดที่ช่วยผู้ใช้งานคลายเครียดและความวุ่นวายจากโลกภายนอก โดยเมื่อใช้งาน โหมดโฟกัส ระบบจะเปิดเพลงฟังสบาย ๆ จึงช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกผ่อนคลาย พร้อมเปิดใช้งานโหมด DND หรือ DO Not Disturb โดยอัตโนมัติ เพื่อปิดการแจ้งเตือนที่รบกวนต่าง ๆ อีกทางหนึ่งด้วย

realme 6 Pro มาพร้อมฟีเจอร์ด้าน Network และการโทรที่มีความโดดเด่นด้วยการรองรับเทคโนโลยี Full Netcom 4.0 ทำให้สามารถสามารถจับสัญญาณ 4G/3G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม รวมไปถึงยังรองรับการโทรผ่าน Wi-Fi และ Dual VoLTE ที่สามารถเปิด VoLTE ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม ทำให้การโทรผ่านสัญญาณที่มีความเร็วสูงบนคลื่น 4G  มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถใช้งานด้านการโทรควบคู่ไปกับการใช้งาน Data ได้อย่างราบลื่นอีกด้วย

สำหรับปุ่มนำทาง Navigation สามารถปรับตั้งค่าให้เหมาะกับความถนัดของเราได้ตามที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมี Full Screen gesture ที่มาพร้อมฟีเจอร์สั่งการง่าย ๆ แต่สามารถใช้งานจอแสดงผลได้แบบเต็ม 100%

ซึ่ง Navigation gestures เป็นฟีเจอร์ที่ใช้การสไลด์นิ้วบนหน้าจอแสดงผลแทนการกดปุ่ม navigation เพื่อให้เป็นการแสดงผลแบบเต็มหน้าจออย่างแท้จริงนั่นเอง

ส่วนโหมด Quick gestures หรือโหมดตัวช่วยเพิ่มความสะดวก เป็นฟีเจอร์ที่มีให้ใช้งานมาอย่างยาวนานบนสมาร์ตโฟนของหลาย ๆ แบรนด์ ซึ่งฟีเจอร์เหล่านี้ก็คือการทำงานร่วมกับพวกเซ็นเซอร์ต่าง ๆ โดยเป็นการอำนวยความสะดวกในการใช้งานเป็นหลัก เช่นการคว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียง, วาดบนหน้าเจอเพื่อเปิดแอปฯ / ควบคุมการคอนโทรล Music Player, การจับภาพหน้าจอด้วย 3 นิ้ว, การรับสายอัตโนมัติเมื่อนำโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูเป็นต้น

 

แบ่งหน้าต่างเพื่อใช้งาน 2 แอปพลิเคชั่นไปพร้อม ๆ กัน ได้ง่าย ๆ แค่ลากสาวนิ้วจากล่างขึ้นด้านบนของจอแสดงผล และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้ก็คือแอพโคลน ที่รองรับการใช้งานแอปพลิเคชั่นโซเชียลยอดนิยม เช่น Line, Facebook หรือ Instagram ได้พร้อม ๆ กัน ถึง 2 แอคเคานท์ในเครื่องเดียว

Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด เช่นการจับภาพ / บันทึกหน้าจอ, การเข้าถึงไฟล์, กล้อง, ข้อความและแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบด้านข้างของหน้าจอแสดงผล โดยรองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้งและแนวนอน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่ต้องการเข้ามาเข้ามาอยู่ในแถบ Smart Slider ได้อีกด้วย

Phone Manager เป็นเครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่อง ทั้งการลบไฟล์ขยะและไฟล์แคชของระบบ, การจัดการด้านความปลอดภัยความเป็นส่วนตัว, การสแกนไวรัส และการปกป้องด้านการชำระเงินเป็นต้น ซึ่งแอปฯนี้จะช่วยให้การทำงานของตัวเครื่องเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ มีความรวดเร็วและความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

 

สำหรับ Game Space  “การเร่งความเร็วเกม” ที่ช่วย optimization ให้เล่นเกมได้ไหลลื่นมากยิ่งขึ้น และยังมีฟังก์ชั่นที่ช่วยจัดการด้านจัดการด้านเครือข่าย เช่นการปฏิเสธสาย จัดการด้านการแจ้งเตือน ล็อคความสว่างเป็นต้น ทำให้การเล่นเกมบน realme 6 Pro นั้นเป็นไปอย่างสมูทลื่นไหล ไม่มีอาการสะดุดติดขัดให้หงุดหงิดใจในขณะเล่นเกม

Game Assistant ในขณะเล่นเกม กล่องข้อความจะแจ้งเตือนแบบโปร่งแสง เพื่อทำให้ไม่พลาดในช่วงสำคัญ นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งานทางลัด เช่นการปิดกั้นการแจ้งเตือน การจับภาพหน้าจอ และการบันทึกหน้าจอเป็นต้น

นอกจากนี้ตัวชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon Elite Gaming บน realme 6 Pro นั้นรองรับการเล่นเกมแบบ HDR จึงช่วยเพิ่มความความชัดลึกของรายละเอียด ความสว่างและเงาชัดเจน และระดับโทนสีมีความกว้างมากขึ้นอีกด้วย

 

ไม่ได้โดดเด่นเฉพาะหน้าจอแสดงผลเพียงอย่างเดียว แต่ระบบเสียงบน realme 6 Pro ก็ถือว่าโดดเด่นไม่แพ้กัน พร้อมมาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos และยังรอบรับคุณภาพไฟล์เสียงระดับ Hi-Res Audio อีกด้วย จึงช่วยเติมเต็มให้กับการฟังเพลงได้อย่างเหนือชั้น

นอกจากนี้ realme UI ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์ในการใช้งานจริงของชีวิตประจำวันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Dual Mode Music Share – สามารถเชื่อมต่อหูฟ้งไร้สายได้พร้อมกัน 2 เครื่อง, Personal Information Protectionระบบป้องกันข้อมูลส่วนตัว ,โหมดการขับขี่แบบชาญฉลาด, ระบบคลาวด์ HeyTap เป็นต้น

 

ปิดท้ายกันไปด้วยการจัดสรรพลังงาน ในภาพรวมต้องบอกว่า realme 6 Pro นั้นมีแบตที่อึดอย่างน่าประทับใจ หากเป็นการใช้งานทั่ว ๆ สามารถใช้งานได้ครบ 1 วันแบบสบาย ๆ

ตรงนี้นอกจากแบตเตอรี่ที่ให้ความจุมาสูงถึง 4035 mAh แล้ว ต้องบอกว่าชิปเซ็ต Qualcomm SM7125 Snapdragon 720G บนสถาปัตยกรรม 8 nm รวมถึงการปรับแต่งเฟิร์มแวร์ออกมาได้ดีมาก ๆ จึงช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับแบตเตอรี่ และทำให้การจัดสรรพลังงานบน realme 6 Pro เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

ประสิทธิภาพ

realme 6 Pro เปิดตัวมาพร้อมกับชิปเซ็ตรุ่นใหม่ Qualcomm SM7125 Snapdragon 720G บนสถาปัตยกรรม 8 nm ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ ๆ อาทิเช่น

การประมวลผล – ระยะเวลา App Booting ลงลด 25% ความลื่นไหลเพิ่มขึ้น 20%
แบตเตอรี่ – อายุการใช้งานแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น 10%; ลดการใช้พลังงานเมื่อเปิดสแตนด์บายข้ามคืน 35%
ประสิทธิภาพการทำงาน – ลดความดีเลย์ระบบสัมผัส 35% ประสิทธิภาพการเล่นเกมเพิ่มขึ้น 20%

และเมื่อผสานเข้ากับ RAM ความจุสูงถึง 8GB แบบ LPDDR4X ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นถึง 15% และลดการใช้พลังงานลง 17% เมื่อเทียบกันรุ่นก่อนหน้า และยังเลือกใช้พื้นที่เก็บข้อมูลแบบ UFS 2.1 จึงลดการใช้พลังงานลงถึง 35% เมื่อเทียบกับ EMMC ทำให้ในภาพรวมเรื่องความแรง ความลื่นไหลนั้นหายห่วง  สามารถตอบทุกโจทย์การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปหรือเล่มเกมที่ต้องการประมวลผลหนัก ๆ ก็ตาม

สำหรับเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ให้มาอย่างครบถ้วน เรียกว่าไม่น้อยหน้าสามาร์ทโฟนเรือธงบางรุ่นด้วยซ้ำ  ส่วนในด้านการจับสัญญาณ GPS อยู่ในเกณฑ์ที่น่าประทับใจ โดย realme 6 Pro มาพร้อม GPS แบบ Dual-frequency ที่ให้การเชื่อมต่อสัญญาณที่เสถียรและแม่นยำแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมในเมืองที่หนาแน่น

มัลติมีเดียและความบันเทิง

realme ยังเล็งเห็นความสำคัญของกลุ่มผู้ใช้งานที่ยังชื่นชอบการรับฟังวิทยุ FM จึงไม่แปลกใจที่หลาย ๆ รุ่นยังคงมาพร้อมกับ FM ซึ่งบน realme 6 Pro เป็น FM แบบทศนิยมหนึ่งจุด ทีมีภาครับสัญญาณถือว่าคมชัดใช้ได้เลย ส่วนฟีเจอร์อาจจะไม่ได้เยอะมาก โดยจะเน้นไปที่การใช้งานที่เรียบง่ายเป็นหลัก

Music Player บน realme 6 Pro มาพร้อมความสามารถที่ครบเครื่อง เรียกว่าไม่แตกต่างจากแอป Music Player ยอดนิยมทั่ว ๆ ไป เช่นการเล่นสุ่ม/เล่นซ้ำ การสร้างเพลย์ลิสต์ ตั้งเป็นเสียงเรียกเข้าเป็นต้น แต่สิ่งที่มีความโดดเด่นและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้งาน ก็คือในด้านกำลังขับและเทคโนโลยี Dolby Atmos ที่ช่วยปรับปรุงให้คุณภาพเสียงนั้นยกระดับขึ้นไปอีกขั้น อีกทั้งยังสามารถปรับแต่ง อีควอไลเซอร์ได้ยืดหยุ่นตรงกับรสนิยมการฟังเพลงของแต่ละบุคคลได้เป็นอย่างดี จึงทำให้การรับชมคอนเทนต์เต็มอิ่มครบทุกอรรถรสอย่างแน่นอน

สำหรับ Video Player บน realme 6 Pro รองรับการเล่นไฟล์วีดีโอความละเอียดสูงระดับ 4K ได้อย่างสมูทไหลลื่น แถมยังมีฟีเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งใกล้เคียงกับแอปชื่อดังอย่าง MX Player เช่นการปัดบนหน้าจอฝั่งซ้ายเพื่อปรับระดับความสว่าง และปัดบนหน้าจอฝั่งขวาเพื่อปรับเพิ่ม/ลดระดับเสียงเป็นต้น

ทดสอบการเล่นเกม

Asphalt 9 เลือกปรับกราฟิกคุณภาพสูง สามารถเล่นได้อย่างไหลลื่น ไม่มีอาการแลคให้หงุดหงิดใจ ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้กับชิปเซ็ตและพื้นที่เก็บข้อมูลแบบ UFS 2.1 รวมถึง RAM ที่จัดเต็มถึง 8GB

ROV เกมแนว MOBA สุดฮิตของบ้านเรา เมื่อลองเล่นที่บนเฟรมเรทสูง ก็ยังสามารถสัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมที่สมูทลื่นไหล แถมเฟรมเรทไม่ตกอีกด้วย โดยสามารถรักษาความ stable ไว้ที่ระดับ 59 – 60fps แบบต่อเนื่อง

สำหรับ PUBG เกม Tactical-FPS สามมิติเต็มรูปแบบ ก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องการทรัพยากรขั้นสูง หากต้องการเล่นบนความละเอียดคมชัดระดับ HD พร้อมความลื่นไหล ซึ่งไม่มีปัญหากับ realme 6 Pro แต่อย่างใด เพราะสเปคนั้นจัดเต็มอยู่แล้ว เมื่อบวกกับชิปกราฟิก Adreno 618 ช่วยให้ประมวลผลกราฟฟิกได้ดีกว่าเดิม ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 75% เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า จึงส่งผลให้ realme 6 Pro เป็นสมาร์ตโฟนที่ตอบสนองในการเล่นเกมได้อย่างดีเยี่ยม

 

ทดสอบกล้องหน้า/หลัง

User Interface หรือหน้าเมนูกล้องออกแบบเน้นที่ความเรียบง่ายสะอาดตา การเข้าถึงฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยประกอบไปด้วย การเปิด/ปิดไฟแฟลช, HDR Mode, Dazzle Color Mode, ฟิลเตอร์, และการตั้งค่าหลักของกล้อง

ส่วนกล้องหน้าจะมีไฮไลท์ที่ AI Beauty แบบล่าสุด รองรับ AI Effect การแต่งภาพ 8 แบบ สามารถเรียนรู้และปรับแต่งภาพเซลฟี่ให้ออกมาสวยงามเป็นธรรมชาติ พร้อมจำแนก เพศ อายุ และสีผิว เพื่อให้ภาพออกมาเหมาะสมเข้ากับบุคคลและเพศของผู้ใช้งาน

สำหรับโหมดการถ่ายอื่น ๆ สามารถเรียกใช้งานโดยแตะที่ปุ่มสามขีดที่มุมซ้ายล่าง โดยมีโหมด พาโน, ผู้เชี่ยวชาญ, โหมดไทม์แลปส์, สโลว์โมชั่น และมาโครพิเศษ

 

ทดสอบกล้องหน้าในโหมด Auto โดยยังไม่เปิดใช้งาน AI Beauty ในภาพรวม เก็บรายละเอียดความคมชัดได้ดี สกินโทนมีความเป็นธรรมชาติ และไวท์บาลานซ์ค่อนข้างแม่นยำ

ทดสอบกล้องหน้าแบบใช้เลนส์ Ultra Wide-angle

กล้องหน้าเลนส์คู่ มีความโดดเด่นด้วยเลนส์มุมกว้าง Ultra Wide-angle ความละเอียด 8MP กว้างถึง 105 องศา พร้อมตอบโจทย์การเซลฟี่แบบกลุ่ม หรือการเซลฟี่ที่ต้องการเก็บวิวพื้นหลังแบบกว้าง ๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังรองรับโหมด HDR ที่ช่วยให้ภาพสวยคมชัดในทุกสภาพแสง รวมถึงยังรองรับโหมด super portrait Nightscape ที่เซลฟี่อย่างสวยแม้ในที่มืด

เมื่อลองเปิดใช้งาน AI Beauty ด้วยความฉลาดของ AI จึงสามารถเรียนรู้และปรับแต่งภาพเซลฟี่ให้ออกมาสวยงามเป็นธรรมชาติ พร้อมจำแนก เพศ อายุ และสีผิว เพื่อให้ภาพออกมาเหมาะสมเข้ากับบุคคลและเพศของผู้ใช้งาน

ซึ่งภาพที่ได้ดูสวยงามขึ้นแบบสัมผัสได้ ทั้งในส่วนของโครงสร้างของใบหน้าและสกินโทนที่ปรับแต่งให้มีความกระจ่างใสในแบบเป็นธรรมชาติ และเข้ากับใบหน้าของแต่ละบุคคลได้อย่างลงตัว

AI Effect การแต่งภาพ 8 แบบ ที่ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งการเซลฟี่ให้ยืดหยุ่นและตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุด เช่นปรับผิวนวลกระจ่างใส, ปรับโครงสร้างใบหน้า, ปรับให้ดวงตากลมโต, จมูกเรียวโด่ง, คางเรียว โครงสร้างใบหน้าแบบ 3 มิติ เป็นต้น

โดยในรูปนี้ใช้เอฟเฟกต์ ปรับแต่งใบหน้าให้กระจ่างใส และให้ดวงตากลมโตขึ้นแบบ 100% (เพื่อให้เห็นความแตกต่างจากภาพบน) สรุปว่าปรับตั้งค่าได้ยืดหยุ่นมาก ๆ อยากเสริมจุดเด่น กลบจุดด้อยตรงไหน AI Effect บน realme 6 Pro นั้นช่วยได้อย่างแน่นอน

AI HDR (ค่าเริ่มต้นจะเปิด AI HDR เป็น Auto ไว้ให้แล้ว)

ประโยชน์ของโหมดนี้ก็คือ เมื่อเราถ่ายเซลฟี่ในสภาพแสงที่มีความเปรียบต่างมาก ๆ หรือเมื่อย้อนแสง รวมถึงในที่แสงน้อย ถ้าเปิด HDR จะช่วยในเรื่องการเกลี่ยสภาพแสงโดยรวมและดึงดีเทลของภาพให้กลับมามีความสมดุล

ตัวอย่างภาพด้านซ้ายท้องฟ้าจะสว่างจ้าและรายละเอียดของพื้นหลังบางส่วนหายไป ภาพด้านขวาเมื่อเปิด HDR แล้วจะมีการเกลี่ยแสงที่สมดุล อีกทั้งยังสามารถดึงรายละเอียดของแบ็คกราวด์กลับมาได้อย่างครบถ้วน

รูปนี้เปิดโบเก้ละลายฉากหลังที่ 30%

โหมด portrait ที่ละลายฉากหลังได้สวยละมุนมีความเป็นธรรมชาติ และยังสามารถเก็บดีเทลของตัวขอบอย่างเช่นเส้นผม หรือขอบเสื้อผ้าไว้ได้ค่อนข้างดีอีกด้วย

รูปนี้เปิดโบเก้ละลายฉากหลังที่ 60% ที่เป็นค่ามาตรฐานเริ่มต้น พร้อมเปิดใช้บิวตี้ที่ระดับ 30%

และในโหมด portrait ยังสามารถใช้งานร่วม AI Effect ได้อีกด้วย ทำให้เราสามารถปรับแต่งการเซลฟี่ของเราได้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งจะได้ภาพที่มีการละลายฉากหลังผสานเข้ากับเอฟเฟกต์บิวตี้ได้อย่างลงตัว

สำหรับรูปนี้เปิดโบเก้ละลายหลังที่ 100% พร้อมใช้ AI Effect

ในโหมด portrait จะมีฟีเจอร์ Artistic Portrait สามารถเลือกใช้ฟิลเตอร์ 5 รูปแบบ เพื่อปรับแต่งให้โบเก้และสกินโทนของภาพออกมาดูสวยงามและมีเสน่ห์ เช่นโทนภาพแนวเรโท หรือพาสเทลเป็นต้น

ทดสอบกล้องหลัง AI Quad Camera 64 ล้านพิกเซล

กล้องหลังมาพร้อมความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล ที่นอกจากจะให้ความคมชัดได้ดีเยี่ยมแล้วยังมาพร้อมฟีเจอร์ที่อัดแน่นไม่แพ้กล้องหน้า

มีบิวตี้โหมดมาให้ใช้งานเหมือนกล้องหน้า โดยสามารถเลือกปรับระดับความสวยงามได้ตั้งแต่ 0-100 โดยรูปนี้เปิดใช้งานบิวตี้ที่ระดับ 50

รูปนี้เปิดใช้งานบิวตี้ที่ระดับ 100

โหมด portrait ของกล้องหลัง ทำผลงานได้ดีไม่แพ้กล้องหน้า ทั้งการละลายฉากหลังและโบเก้ของภาพ โดยรูปนี้เปิดโบเก้ละลายฉากหลังที่ 30%

รูปนี้เปิดโบเก้ละลายฉากหลังที่ 60% (ค่ามาตรฐานเริ่มต้น) พร้อมเปิดใช้งานบิวตี้ที่ 30%

รูปนี้เปิดโบเก้ละลายฉากหลังที่ 100% (ค่ามาตรฐานเริ่มต้น) พร้อมเปิดใช้งานบิวตี้ที่ 100%

มีฟีเจอร์ Artistic Portrait มาให้ใช้งานเหมือนกล้องหน้าทุกประการ

เก็บความประทับใจด้วยกล้องหลังความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล

รูปนี้ทดสอบด้วยการ Crop 100% ที่ 2000×1500 พิกเซล ตัวภาพก็ยังสามารถนำมาใช้งานได้ แต่หากเป็นกล้องที่มีความละเอียดต่ำ ก็จะสูญเสียรายละเอียดในภาพรวมออกไป ไม่สามารถนำมาใช้งานได้เหมือนในภาพตัวอย่างนี้

และอีกหนึ่งประโยชน์ของกล้องที่มีความละเอียดสูง ก็คือสามารถต่อยอดนำภาพไปใช้งานได้ยืดหยุ่น เช่นนำไปอัดขยายได้ภาพที่มีขนาดใหญ่และยังคงความคมชัดไว้ได้นั่นเอง

 

ภาพมุมกว้าง (Wide-Angle) 

Normal Mode ที่ระยะปรกติ 1x

Ultra-Wide (มุมกว้างพิเศษ)

2x Optical Zoom

5x Optical Zoom

10x Hybrid Zoom

20x Hybrid Zoom

Ultra macro

Auto Mode

สำหรับมาโครโหมด จะสามารถถ่ายภาพระยะใกล้ได้ถึง 4 ซม. ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดวัตถุชิ้นเล็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี เช่นภาพแมลง หรือวัตถุที่ต้องการเน้นความคมชัดและรายละเอียด ซึ่งเลนส์มาโครจะช่วยให้การถ่ายภาพนั้นสนุกและมีประโยชน์ในการใช้งานจริงของชีวิตประจำวันได้อย่างแน่นอน

 

Chroma Boost

เป็นโหมดที่ AI engines ระบุฉากเฉพาะ จากนั้นจะใช้อัลกอริธึมของ color-mapping ในระดับพิกเซล ในการคืนค่าสีและความสว่าง เพื่อให้ได้ภาพดูเป็นธรรมชาติ มีสีสันที่ถูกต้องเป็นธรรมชาติกว่าการใช้ Filter หรือ Vivid mode

Auto Mode

Chroma Boost ON

โดยโหมด Chroma Boost จะมีประโยชน์อย่างมาก เพราะสามารถใช้งานได้ในทุกสภาพแสง ไม่ว่าจะเป็นกลางแจ้ง หรือในที่แสงน้อย สามารถเพิ่มเลเยอร์ของสีให้ภาพแม้ถ่ายในแสงไฟสลัว พร้อมปรับรายละเอียดให้ภาพแม้ในส่วนที่ไม่มีแสง, เพิ่มแสงให้การถ่ายภาพธรรมชาติ อาทิเช่นพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก และคงความธรรมชาติไว้

 

Ultra Nightscape Mode

Auto Mode

Ultra Nightscape Mode

สำหรับ Night scape หรือโหมดกลางคืนบน realme 6 Pro จะใช้ความสามารถจาก AI HDR เพื่อทำการลด Noise ลดการสั่นไหว และเพิ่มประสิทธิภาพแบบ low-high และช่วงไดมิกที่กว้างขึ้น เมื่อบวกกับค่ารูรับแสงที่กว้าง f/1.8 จึงทำให้ภาพที่ถ่ายออกมามีความสว่างคมชัด โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องแต่อย่างใด

Tripods mode

และ realme 6 Pro ยังมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด “Tripods mode” ฟีเจอร์นี้เป็นการถ่ายภาพในเวลากลางคืนด้วยขาตั้งกล้อง ซึ่งสามารถรับแสงได้นานถึง 50 วินาที ทำให้ภาพที่ได้นั้นไม่แพ้กล้องโปรเลยทีเดียว

 

จากนี้ไปรับชมภาพจาก realme 6 Pro ในสภาพแสงต่าง ๆ กันต่อครับ

สรุป realme 6 Pro 

  1. ดีไซน์สวยงามด้วย Chic Lightning  Design ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสายฟ้า และเป็นครั้งแรกกับเทคโนโลยีการพิมพ์แบบไล่สี UV-curing

2. เป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกในไทยที่เปิดตัวมาพร้อมชิปเซ็ต Qualcomm SM7125 Snapdragon 720G บนสถาปัตยกรรม 8 nm

3.หน้าจอแสดงผลใหญ่เต็มตาขนาด 6.6 นิ้ว พร้อมอัตรา Refresh Rate 90Hz ตอบโจทย์ด้านความบันเทิงได้ดีเยี่ยม

4. กล้องหลังให้ความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซล มี Hybrid Zoom 20 เท่า และเลนส์มุมกว้าง Ultra Wide 119°

5. กล้องหน้าเลนส์คู่ แบบเจาะรูบนหน้าจอ พร้อมเลนส์ Ultra Wide 105°

6. เทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge 4.0 (5V/6A) ชาร์จเต็ม 100% ภายใน 1 ชั่วโมง พร้อมระบบป้องกัน 5 ชั้น

7. realme UI ภายใต้ระบบปฏิบัติการ Android 10 ดีไซน์สวยงาม ฟีเจอร์อัดแน่น

 

สิ่งที่ต้องพิจารณา

  1. ฝาหลังมีความเงางาม เก็บรอยนิ้วมือได้ง่าย
  2. ไม่แถมหูฟังมาให้ในกล่อง

—————————————————————————————

realme 6 Pro ความจุ 8+128GB วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 19 มีนาคม ในราคาเริ่มต้นที่ 10,999 บาท พร้อมโปรโมชั่นพิเศษผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน และรับฟรีทันที realme Gift Box

พิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อผ่าน realme Brand Shop รับฟรี realme Fashion Case , realme Headset , VIP Card และ Membership Card พร้อมผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน นอกจากนี้ยังสามารถจับจองได้ผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Facebook Comments