รีวิว realme 9 Pro Series ดีไซน์ Light Shift Design ฝาหลังเปลี่ยนสีได้ พร้อมกล้องเรือธง ProLight Imaging Technology

โดย K.ibelieveit
0 ความเห็น 14.8k views

คุณสมบัติการใช้งาน

realme 9 Pro+ และ realme 9 Pro รันบนระบบปฎิบัติการ realme UI 3.0 บนพื้นฐาน Android 12 เวอร์ชั่นล่าสุด ที่มาพร้อมกับ Fluid Space Design ยกเครื่องดีไซน์ใหม่ ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นและบริโภคพลังงานน้อยลงด้วย AI Smooth Engine รวมทั้งปรับปรุงฟีเจอร์ต่าง ๆ ให้ใช้งานได้ดียิ่งกว่าเดิม และยกระดับด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

ใน realme UI 3.0 รองรับการปรับแต่งธีมสีแบบสากล เพื่อให้ผู้ใช้เลือกโทนสีที่โดนใจได้ตามใจ รวมถึงการอัปเกรด AOD ( Always-On Display) เพื่อให้ผู้ใช้นำภาพโปรดมาทำเป็นภาพหน้าจอได้อย่างง่ายดาย หรือเลือก AOD ดีไซน์ realmeow (เรียวเหมียว) มัสคอตสุดน่ารักของแบรนด์ ให้คุณแสดงตัวตนที่โดดเด่นได้ไม่เหมือนใครอีกด้วย

 

มาพร้อม Dark Mode หรือโหมดกลางคืน สำหรับปรับสีของหน้า UI ให้อยู่ในโทนสีดำ เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายตามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการอ่านหนังสือ และยังทำให้เครื่องใช้พลังงานน้อยลงช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ด้วย โดยเปิดอัตโนมัติในเวลากลางคืน

สามารถเลือกปรับได้ 3 สไตล์ คือ Enhanced (ดำสนิท), Medium (เทาเข้ม) และ Gentle (เทา) ซึ่งแต่ละรูปแบบก็จะมีคอนทราสต์ที่แตกต่างกันไป สามารถตั้งค่าเป็น Auto ให้ตัวเครื่องทำการวัดแสงโดยรอบจากเซ็นเซอร์ ambient แล้วประมวลผลเลือกรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดตามช่วงเวลานั้น ๆ ให้เอง

พร้อมโหมดสีหน้าจอที่เลือกปรับได้ทั้งเจิดจ้า เป็นธรรมชาติ และโหมดโปรที่เลือกได้ทั้งภาพยนตร์ และสดใส รวมถึงมีโหมดถนอมสายตา และปรับอุณหภูมิสีหน้าจอได้ โดยการเพิ่มอุณหภูมิสีเพื่อลดรังสีแสงสีฟ้า เพื่อป้องกันอาการปวดตา และสามารถตั้งเวลา เปิด-ปิด อัตโนมัติ และมีฟีเจอร์ O1 Ultra Vision Engine ซึ่งเป็นเทคโนโลยี SDR-to-HDR ช่วยเพิ่มขอบเขคสีเพื่อประสบการณ์การรับชมที่ยอดเยี่ยม และประหยัดแบตเตอรี่

รองรับการปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้า Face Unlock เพียงลงทะเบียนด้วยใบหน้า ซึ่งจะใช้ได้เพียงหน้าเดียวเท่านั้น จากนั้นเมื่อหน้าจอติดมองไปยังบนหน้าจอก็สามารถปลดล็อคได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ใบหน้าเพื่อเข้าสู่แอปที่ป้องกันไว้ หรือในพื้นที่ที่ต้องการความปลอดภัยได้


realme 9 Pro+

 


realme 9 Pro

 

รองรับการปลดล็อคหน้าจอ ล็อคแอป และเก็บข้อมูลส่วนตัวด้วยการสแกนลายนิ้วมือ โดย realme 9 Pro+ ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ In-display Fingerprint ส่วน realme 9 Pro ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนปุ่มเปิดปิดด้านขวาข้างเครื่อง Ultra-fast Side Fingerprint

realme 9 Pro+ ยังมาพร้อมฟีเจอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ โดยเซ็นเซอร์ที่ว่านี้จะมาพร้อมกับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังบนหน้าจอ ซึ่งผู้ใช้จะต้องเปิดฟีเจอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจบนอุปกรณ์ก่อนแล้วใช้นิ้วแตะบนส่วนของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ จนกว่าจะแสดงการอ่านบนหน้าจอ

realme 9 Pro+ ติดตั้งลำโพงคู่สเตอริโอ Dual Stereo Speakers พร้อมรองรับระบบเสียง Dolby Atmos ที่สามารถเลือกโปรไฟล์เสียงสำหรับสภาพแวดล้อมได้ 4 แบบคือ ในอาคาร, ระหว่างเดินทาง, จราจร และการเดินทางด้วยเครื่องบิน และโปรไฟล์เสียงที่เฉพาะเจาะจงตามสถานการณ์ได้ 4 แบบคือ สมาร์ท, โรงละคร, เกม และเพลง

ส่วน realme 9 Pro รองรับระบบเสียง Real Sound ที่พัฒนาร่วมกันระหว่าง realme และ Dirac Research AB  เพื่อประสบการณ์การฟังที่เหนือชั้น โดยเฉพาะการฟังเพลง หรือชมภาพยนตร์ที่จะได้อรรถรสเพิ่มขึ้น

 

ประสิทธิภาพ

ทดสอบการเล่นเกม

realme 9 Pro+ ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 920 5G (6 nm) โดยใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.5GHz และหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G68 MC4 จับคู่กับ RAM 8GB แบบ LPDDR4x, หน่วยความจำภายใน 256GB และระบบระบายความร้อน Vapor Chamber Cooling System ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเครื่องเกิดความร้อนในระดับที่สูงจนเกินไป มอบประสบการณ์การเล่นเกมให้ไหลลื่นยิ่งขึ้น และเต็มประสิทธิภาพ

ขณะที่ realme 9 Pro ใช้ชิปเซ็ท Qualcomm SM6375 Snapdragon 695 โดยใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.2GHz และหน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 619 จับคู่กับ RAM 6GB/8GB แบบ LPDDR4x และหน่วยความจำภายใน 128GB บวกกับหน้าจอแสดงผลที่มีอัตรารีเฟรชสูงถึง 120Hz และระบบระบายความร้อน Liquid Cooling System ที่จะช่วยคุมอุณหภูมิตัวเครื่องไม่ให้ร้อนจนเกินไป เวลาใช้งานหรือเล่นเกมติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ

 

เท่าที่ได้ลองทดสอบโดยใช้งานปกติทั่วไปปรากฏว่า ใช้งานได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด และตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี

ส่วนการเล่นเกมได้ลองกับเกม ROV  เกมแนว MOBA สุดฮิตของบ้านเรา

โดย realme 9 Pro+ ตั้งค่าภาพ HD ระดับสูงมาก, การแสดงผลระดับสูง และพาร์ติเคิลระดับสูงมาก ด้วยชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 920 สามารถเล่นบนเฟรมเรทสูงได้สบายๆ และถ้าเลือกตั้งค่าเกมให้เป็นค่าเริ่มต้น ก็จะสามารถตีป้อมได้ค่อนข้างลื่นเลยทีเดียว

 

ส่วน realme 9 Pro ตั้งค่าภาพ HD ระดับสูงมาก, การแสดงผลระดับสูง และพาร์ติเคิลระดับสูงมาก ด้วยขุมพลังชิปเซ็ท Snapdragon 695 ทำให้เล่นเกมได้อย่างลื่นไหล ไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุก

ต่อด้วยเกม PUBG Mobile เกมแบทเทิลรอยัล

โดย realme 9 Pro+ สามารถปรับตั้งค่ากราฟิกที่ “HDR HD” ส่วนเฟรมเรทตั้งไว้ที่ระดับ Ultra ซึ่งในภาพรวมถือว่าทำผลงานได้น่าประทับใจ เพราะแทบไม่พบอาการแลคให้หงุดหงิดใจ

ส่วน realme 9 Pro สามารถปรับตั้งค่ากราฟิกที่ “HD” ส่วนเฟรมเรทตั้งไว้ที่ระดับสูง ต่หากปรับกราฟิกเป็น “Smooth” ก็จะสามารถปรับเฟรมเรทได้ถึง Ultra เลยทีเดียว ด้วยชิปเซ็ท Sanpdragon 695 บวกกับ RAM สูงสุด 8GB และจอ 120Hz Ultra Smooth Display ทำให้สามารถเล่นได้ไม่หน่วง และไหลลื่น

อ่านต่อ… คลิ๊กที่นี่ >>> Pages 3

Facebook Comments

Related Posts